19 ตุลาคม วันเทคโนโลยีของไทย

Share


วันเทคโนโลยีของไทย19 ตุลาคมของทุกปี เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นพระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย หลังทรงพระกรุณาบัญชาการปฏิบัติบัติการทำฝนสาธิตด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515

  

นอกจากจะทรงเป็นนักปกครองแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ยังทรงมีอัจฉริยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และได้กำหนดให้ วันที่ 19 ตุลาคม เป็นวันเทคโนโลยีของไทย 


วันเทคโนโลยีของไทย ทำไมต้องเป็น 19 ตุลาคม 




สาเหตุที่กำหนดให้วันที่ 19 ตุลาคม เป็นวันเทคโนโลยีของไทย เนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2515 หรือเมื่อ 43 ปีที่แล้ว ด้วยพระปรีชาสามารถในการค้นคว้าทดลองและปฏิบัติการทำฝนหวังผล ให้ตกในพื้นที่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศสิงคโปร์ที่กำลังประสบภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับสภาวะแห้งแล้งในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ในขณะนั้น ขอส่งนักวิทยาศาสตร์มาสังเกตการณ์และขอรับถ่ายทอดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญใน การปฏิบัติการทำฝนหวังผลในประเทศไทย ในการนี้ทรงพระกรุณารับบัญชาการปฏิบัติการสาธิตด้วยพระองค์เอง ทรงกำหนดให้อ่างเก็บน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีพื้นที่ผิวน้ำเพียง 46.5 ตารางกิโลเมตรหรือ 1,162.5 ไร่ เป็นพื้นที่เป้าหมายหวังผลในการปฏิบัติการทำฝนสาธิตครั้งนี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยปฏิบัติการค้นคว้าทดลองและปฏิบัติการทำฝนหวังผลที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติการฯสาธิต ในวันที่ 19ตุลาคม 2515 ณ ศูนย์บัญชาการฯ สันเขื่อนแก่งกระจาน ทรงสามารถบังคับหรือชักนำฝนให้ตกลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจานอย่างแม่นยำภายในเวลาประมาณ 5 ชั่วโมงนับจากเริ่มปฏิบัติการ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาและเป็นที่น่าอัศจรรย์แก่นักวิทยาศาสตร์สิงคโปร์ และข้าราชบริพารที่เป็นข้าราชการและข้าราชบริพารระดับสูงที่เฝ้าฯ สังเกตการณ์อยู่ ณ ที่นั้น ต่างประทับใจในพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาสามารถ  

>>คลิกเพื่ออ่านเหตุการณ์ในวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2515 เพิ่มเติม<<






การสาธิตฝนครั้งนั้น ถือเป็นต้นกำเนิดเทคโนโลยีฝนหลวงที่พัฒนาเป็นการทำฝนมาถึงปัจจุบัน และเพื่อจารึกไว้เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2543  คณะรัฐบาลจึงมีมติให้เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็น "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย" และกำหนดให้วันที่ 19 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันเทคโนโลยีของไทย"  เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด โดยได้ทรงศึกษาค้นคว้าวิจัย และทรงนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ตลอดจนเป็นการแสดงเทคโนโลยีที่คิดค้นประดิษฐ์ และพัฒนาโดยคนไทย เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สาธารณชนเกิดความเชื่อมั่นและเข้าร่วมพัฒนาเทคโนโลยีของไทย 


และเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2558 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินจากพระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปยังเขื่อนแก่งกระจาน ของกรมชลประทาน ต.แก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี “




โอกาสนี้ทรงทอดพระเนตรการสาธิตการปฏิบัติการฝนหลวงจำลองซึ่งได้ทรงเล่าพระราชทานแก่ผู้ตามเสด็จว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบัญชาการปฏิบัติการทำฝนหลวงสาธิตแก่นักวิทยาศาสตร์สิงคโปร์ ณ เขื่อนแก่งกระจาน ทรงบังคับให้ฝนตกลงตรงเป้าหมาย ท่ามกลางสายตาของผู้แทนต่างประเทศข้าราชการและพสกนิกรชาวไทย ที่มารับเสด็จ ซึ่งต่างชื่นชมในพระปรีชาสามารถถือเป็นต้นกำเนิดเทคโนโลยีฝนหลวงที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคณะรัฐมนตรีจึงมีมติถวายพระราชสมัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย"และกำหนดให้วันที่ 19 ต.ค.ของทุกปี “เป็นวันเทคโนโลยีไทย” เพื่อจารึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย


ในวันนั้นศูนย์ฝนหลวงหัวหิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้สาธิตปฏิบัติการฝนหลวงตามเทคนิคที่ได้พระราชทานเมื่อปี 2543 ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ล่าสุดใช้ในสภาวะอากาศยากลำบาก เป็นสูตรการกระตุ้นให้เกิดเมฆโดยใช้เครื่องบินเซสน่าคาราแวน 4 ลำ








พระปรีชาของพระบิดาแห่งเทคโนโลยี 



นอกจาก "โครงการฝนหลวง" แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นนักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์ ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริ และที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ หลายด้าน ตัวอย่างเช่น 


กังหันน้ำชัยพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงประดิษฐ์คิดค้น  "เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย" หรือ "กังหันชัยพัฒนา" เพื่อทำหน้าที่เติมออกซิเจนลงไปในน้ำ เป็นการลดมลภาวะทางน้ำถือได้ว่า เป็นประวัติศาสตร์ของการออกสิทธิบัตรแก่สิ่งประดิษฐ์ของไทย 




การออกแบบสายอากาศ(Antenna)  เพื่อใช้กับวิทยุสื่อสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ในช่วงต้นรัชสมัย ประเทศไทยยังขาดแคลนเทคโนโลยีขั้นสูง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (HS1A) ได้ทรงหาหนทางพึ่งพาตนเอง พัฒนาอุปกรณ์สื่อสาร เพื่อขจัดปัญหาการติดต่อกับพื้นที่ห่างไกล




ในขบวนเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในระยะแรก พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยู่หัวทรงสังเกตุคลื่นวิทยุรบกวนกันระหว่างเครือข่ายทำให้ไม่อาจติดต่อทางวิทยุสื่อสารได้ ทรงมีพระราชดำริว่าสายอากาศน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญ และพระองค์ทรงอาศัยพื้นฐานทางวิทยุศาสตร์ที่เคยศึกษา ได้ทรงค้นคว้าเพิ่มเติมและมีพระราชปฏิสันถารกับผู้รู้


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มต้นทดลองงานสายอากาศด้วยพระองค์เอง ปรับค่าต่างๆ จนได้สายอากาศที่มีประสิทธิภาพทั้งในการส่งและการรับ สายอากาศที่ดีที่สุดที่ทรงทดลองได้นั้นนอกจากสัมพันธืกับเครื่องรับส่งวิทยุ และสายส่งแล้ว ยังมีค่าสะท้อนกลับของคลื่นวิทยุ หรือที่เรียกว่า Standing Wave Ratio (SWR) ที่ได้มาตรฐานสูงกว่ามาตรฐานสากลซึ่งนักวิทยุสื่อสารได้ปรับใช้กันทั่วไป


เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ราคาเครื่องรับส่งวิทยุเมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศแล้ว มีมูลค่าสูงแต่เป็นสิ่งจำเป็นในงานพัฒนาประเทศและภารกิจด้านความมั่นคง หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงค้นคว้าและทดลองสายอากาศด้วยพระองค์เองเป็นเบื้องต้นแล้ว จึงมีพระราชดำริว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าจะสามารถพัฒนาขึ้นได้เองภายในประเทศ




งานพัฒนาสายอากาศซึ่งเป็นพระราชดำริที่ได้ริเริ่มครั้งแรกของโลกจึงได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2512 ได้พระราชทานให้กองทัพและนักวิทยาศาสตร์ไทยร่วมกันค้นคว้าวิจัย ท่ามกลางแดดจัดยามบ่ายพระมหากษัตริย์ประทับบนดาดฟ้าพระตําหนักจิตรลดารโหฐานพระราชทานกระแสพระราชดำรัส เกี่ยวกับสายอากาศตามพระราชประสงค์จำนวนกว่า 20 รายการ แก่ ดร.สุธี อักษรกิตติ์ จึงได้ออกแบบและสร้างสายอากาศถวาย ตามพระราชประสงค์ จนกระทั่งสายอากาศเหล่านั้นได้รับพระราชทาน ได้แก่




เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อน รองศาสตราจารย์ ดร.สุธี อักษรกิตติ์ และ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ ได้เคยถวายตัวรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทแด­่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อน้อมรับพระราชดำริในการออกแบบสร้างสา­ยอากาศให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เพื่อนำมาออกแบบและสร้างสายอากาศถวาย ตามพระราชประสงค์ จนกระทั่งสายอากาศเหล่านั้นได้รับพระราชทา­นชื่อ สุธี ๑, สุธี ๒, สุธี ๓, สุธี ๔ และไส้กรอกหลวง


"ทฤษฎีใหม่" เป็นการบริหารจัดการที่ดินเพื่อเกษตรกร ให้มีสภาพการใช้งานที่สร้างความยั่งยืนมากกว่าการทำการเกษตร โดยไม่มีการแบ่งส่วนของที่ดิน เพื่อใช้ทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำ และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ควบคู่ไปกับการเพาะปลูก เป็นต้น ฯลฯ 




โครงการ "แกล้งดิน" โดยทรงพบว่า ดินพรุเป็นดินเปรี้ยวจัด ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ จึงมีพระราชดำริว่า ควรแกล้งทำให้ดินเปรี้ยวจนถึงที่สุด แล้วทำ "วิศวกรรมย้อนรอย"  หาทางปรับปรุงดินที่เปรี้ยวนั้น เพื่อจะได้รู้วิธีแก้ไข และป้องกันไม่ให้เกิดสภาพเปรี้ยวแบบที่เคยเป็น จากนั้นจึงมีการปรับปรุงดินเปรี้ยวโดยวิธีการต่างๆ จนทำให้พื้นดินที่เปล่าประโยชน์ และไม่สามารถทำอะไรได้ กลับฟื้นคืนสภาพที่สามารถทำการเพาะปลูกได้อีกครั้งหนึ่ง 




กิจกรรมในวันเทคโนโลยีแห่งชาติ 



กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะที่ทรงเป็น "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย" โดยเริ่มจัดงานครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2544 


กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โดยแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพ และพระปรีชาสามารถของพระองค์ในฐานะ "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย" อีกทั้งมีนิทรรศการเทคโนโลยี เพื่อแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ที่ค้นคิดโดยคนไทย และมอบรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น รวมทั้งมีการสัมมนา อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย 



ขอบคุณข้อมูลจาก

>>เอกสารเฉลิมพระเกียรติฝนหลวง<<

www.kapook.com

www.sanook.com

www.nutchicha.wordpress.com

www.ldd.go.th

www.chaoprayanews.com

www.stou.ac.th

www.dailynews.co.th


ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน



ความเป็นมาที่น่าสนใจของศูนย์ฝนหลวงหัวหิน
ประวัติความเป็นมาของศูนย์ฝนหลวงหัวหิน
ประวัติวันเทคโนโลยีไทย 19 ตุลาคม
ที่มาวันพระบิดาแห่งฝนหลวง 14 พฤศจิกายน
ประมวลภาพท่าอากาศยานหัวหินจากสนามบินบ่อฝ้าย ที่เริ่มเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการค้นคว้าทดลองการทำฝนตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 ...
ประมวลภาพการพัฒนาและก่อสร้างอาคารศูนย์ฝนหลวงหัวหินที่ดำเนินการไปแล้วระหว่างปี พ.ศ.2545-2547
ประมวลภาพการพัฒนาและก่อสร้างอาคารและสถานที่ของศูนย์ฝนหลวงหัวหินที่สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2548
ประมวลภาพการพัฒนาและก่อสร้างอาคารและสถานที่ของศูนย์ฝนหลวงหัวหินที่สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2549-25510
ประมวลการดำเนินการตามภาระหน้าที่ของศูนย์ฝหลวงหัวหิน ปัจจุบันจนถึงปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา พ.ศ.2550
ประมวลภาพที่เสด็จพระราชดำเนินมาศูนย์ฝนหลวงหัวหินตั้งแต่ พ.ศ.2512 จนถึง พ.ศ.2544