ประวัติ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล
"สายรุ้ง" ปรมาจาย์แห่งฝนหลวง



หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี เป็นพระโอรสลำดับที่ ๕ ของพระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าไตรทศประพันธ์ กรมหมื่นเทววงศ์วโรทัยและหม่อมเพี้ยน เทวกุล ซึ่งมีพระนามเมื่อแรกเกิดว่า “หม่อมราชวงศ์ท้าวเทวา เทวกุล” ได้รับพระราชทานนาม จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายหลังสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงมีพระราชดำริว่า “ท้าวเทวา” เป็นชื่อของพระอิศวร ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดจะเป็นการเกินวาสนาของเด็กไป จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ว่า “เทพฤทธิ์”




ประวัติการศึกษา


พ.ศ. ๒๔๖๘ : ศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ในปีจนจบชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๔
พ.ศ. ๒๔๗๒ : ศึกษาชั้น Grammar School ที่ Fenn School ในรัฐนิวแฮมเชียร์ EPSILON PI TAU
พ.ศ. ๒๔๗๗ : จบชั้น High School จาก Belmont Hill School กรุงบอสตัน รัฐแมสซาชูเสทส์
พ.ศ. ๒๔๗๗ : ศึกษาวิชาชีพขั้นพื้นฐานทางด้านเกษตรที่ Massachusetts State College
พ.ศ. ๒๔๗๘ :ศึกษาด้านวิศวกรรมการเกษตร ที่ Louisiana State University
พ.ศ. ๒๔๘๐ : ศึกษาต่อด้านวิศวกรรมการเกษตรและการขยายพันธ์ุ ที่ Maryland State University
พ.ศ. ๒๔๘๑ : จบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมการเกษตร ด้านวิศวกรรมการเกษตรและ การขยายพันธ์ุ ที่ Maryland State University
พ.ศ. ๒๕๐๕ : ศึกษาจบและสอบได้ตามหลักสูตรของสโมสรการบินพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๐๗ : ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) ทางด้านกสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


รางวัลที่ได้รับ



พ.ศ. ๒๕๐๓ : ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา
พ.ศ. ๒๕๐๕ : ได้รับเลือกเป็นนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิแห่งประเทศไทยของสมาคม EPSILON PI TAU
พ.ศ. ๒๕๐๗ : ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) ทางด้านกสิกรรมและสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. ๒๕๑๓ : รับประกาศนียบัตรผลงานดีเด่นประจำปี ๒๕๑๓ ของสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตร แห่งประเทศไทยเกี่ยวกับผลงานวิจัยเครื่องมือทุ่นแรงการทำนาครบชุด
พ.ศ. ๒๕๑๕ : รับประกาศนียบัตรผลงานดีเด่น ของสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ผลงานวิจัยการทำฝนเทียมในประเทศไทย)


ประวัติการทำงาน



ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งนักบินเกษตรโท กรมเกษตร กระทรวงเกษตราธิการ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๑ จนกระทั่งลาออกจากราชการด้วยความสมัครใจ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ ระหว่างปฏิบัติราชการได้นําวิชาความรู้และความสามารถทางด้านวิศวกรรมการเกษตรที่ได้ศึกษามาทำการเผยแพร่และพัฒนาการเกษตรเมืองไทยให้เข้าสู่ยุคใหม่ จนอาจกล่าวได้ว่า ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้บุกเบิกหรือบุคคลแรกที่นําวิชาการด้านเกษตรวิศวกรรมมาสู่ประเทศไทยอย่างจริงจัง จนมีผลงานปรากฎต่อสาธารณะโดยเฉพาะในวงการเกษตรกรรมเป็นอันมาก นอกจากนั้นในระหว่างมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ยังได้วิจัยคิดค้นประดิษฐ์สิ่งของจําเป็นที่ขาดแคลนในภาวะสงครามหลายอย่าง อาทิ ตั้งโรงงานผลิตสําลีให้โรงพยาบาลต่างๆ โรงงานผลิตโซดาไฟ โรงงานสกัดน้ำมันพืช เพื่อใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง โรงงานผลิตนมผงเลี้ยงทารก โรงงานกลั่นแอลกอฮอล์ เป็นต้น


ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ กระทรวงเกษตรได้ตั้งกรมการข้าวขึ้นมา จึงได้รับเชิญให้กลับเข้ารับราชการในตําแหน่งหัวหน้ากองวิศวกรรมคนแรก จนกระทั่งดํารงตําแหน่งผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมและตําแหน่งที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นตําแหน่งเทียบเท่าอธิบดี ในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ นับเป็นตําแหน่งสูงสุดทางวิชาการตําแหน่งแรกของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดํารงตําแหน่งนี้ตลอดมาจนครบเกษียณอายุราชการ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นต้นมา



รับใส่เกล้าฯ



ในปีเดียวกันที่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล เข้ารับตำแหน่งหัวหน้ากองวิศวกรรมนั้น แนวพระราชดำริในเรื่องการทำ “ฝนหลวง” ก็ถือกำเนิดขึ้นและนับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นมา


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ซึ่งขณะนั้นกำลังมีชื่อเสียงจากผลงานการประดิษฐ์ควายเหล็กเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานแนวความคิดนั้นแล้ว ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ ได้กราบบังคมทูลสัญญาว่าจะศึกษาปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าว่า

“ให้หม่อมเทพฤทธิ์ ไปคิด ไปถาม ไปสืบ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ หายตัวไปนาน วันหนึ่ง มาบอกว่าทำได้แล้ว”




สัจจะวาจาที่ถวาย



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานตำราวิชาการอุตุนิยมวิทยาและวิทยาศาสตร์บรรยากาศเอกสารอ้างอิง รายงานผลการวิจัยทดลอง กรณีศึกษาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปรสภาพอากาศ รวมทั้งข้อมูลและข้อสังเกตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกไว้ขณะเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ไ ม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อมและฤดูกาล ซึ่งทรงเห็นว่ามีอิทธิพลต่อการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน


ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ใช้เวลา 2 ปี ในการศึกษากรรมวิธีการทำฝนจากเอกสารพระราชทานทั้งหมดและร่วมมือกับ ดร.เรณู สุวรรณสิทธิ์ ที่ปรึกษากระทรวงการคลังในเวลานั้นติดต่อกับสถาบันต่างประเทสให้จัดรายงานเรื่องการทำฝนเพิ่มเติม


ไม่เพียงแต่มุ่งมั่นศึกษาค้นคว้าตำราวิชาการต่างๆ เท่านั้น หม่อมราชวงค์เพทฤทธิ์ ยังทุ่มเทอย่างจริงจังในทุกทางที่จะค้นคว้าทดลอง หาวิธีการทำฝนเทียมให้ได้ดังพระราชประสงค์


ด้วยความสามารถและความเชี่ยวชาญในเรื่องเครื่องยนต์กลไกที่มีอยู่เป็นทุน รวมทั้งความใผ่ฝันในวัยเด็กที่อยากจะเป็นทหารอากาสขับเครื่องบิน ตามที่หม่อมหลวงจิติเทวัญ เทวกุล บุตรชายคนเล็กเล่าให้ฟัง หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์จึงสามารถเรียนและสอบได้ตามหลักสูตรของสโมสรการบินพลเรือนด้วยการเรียนครั้งเดียว และสอบได้ประกาศนียบัตรเป็น "นักบิน” เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2505



สายรุ้ง



หลายต่อหลายครั้ง ที่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ขึ้นบินนำหน้าเครื่องบินพระที่นั่งเพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้กับเครื่องบินพระที่นั่ง


ในทุกครั้งที่ขึ้นบิน รหัสเรียกขานจะมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือ "สายรุ้ง”


จากพระราชบันทึกในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพิธีทางศาสนาที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีด้วย เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ทรงบันทึกไว้ว่า “ในการเดินทางกลับ เมฆหนาทึบจำนวนมากมีท่าทีว่าจะคุกคามและ ขัดขวางการบินของเรา ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ จึงบินด้วยเครื่องบินปีกนำหน้าเส้นทางบินของเรา โปรยสารแคลเซียมคลอไรด์ตลอดทาง จนถึงพระตำหนักจิตรลดา พระราชวังดุสิต ผลก็คือ เมฆเหล่านั้นแยกออกเป็นเส้นทางโล่งทั้งสองด้านของเมฆแยกออกมองดูคล้ายกำแพงยักษ์สองข้าง เมื่อเรามาถึงตำหนักจิตรลดา กำแพงทั้งสองเริ่มปิดเข้าหากันและมีกระแสลมแรงทำให้เฮลิคอปเตอร์เกือบบินกลับฐานที่ตั้งไม่ได้และไม่ช้าก็เกิดฝนตกหนักมาก ดังนั้น แม้ว่าประสบการณ์ดังกล่าวจะประสบความสำเร็จในการทำลายเมฆ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการประสบความสำเร็จในการทำฝนด้วย ”


เหตุการณ์นี้ทำให้ทรงมั่นพระทัยในสมมุติฐานที่จะใช้น้ำแข็งแห้งทำให้เกิดฝนได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้น้ำแข็งแห้ง (Dry-Ice หรือ Solid Carbon dioxide) เป็นสารทำฝนในการปฏิบัติการทดลองจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2512 ณ สนามบินหนองตะกู วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา




ฝนแรกที่ "หนองตะกู”



ในการทดลองระยะแรกไม่สามารถสรุปผลได้แน่ชัด จึงต้องมีการวางแผนกันใหม่อีกหลายต่อหลายครั้ง ตลอด 12 ปีต่อมา ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ ได้ทุ่มเทศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน แล้วทำการค้นคว้าทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างเงียบๆ เพราะแม้จะเสนอแผนการดำเนินงานผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับ ก็ไม่สามารถลงมือทดลองอย่างจริงจังได้ เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ โดยเฉพาะขาดเครื่องบินและอุปกรณ์อันมีความจำเป็นยิ่งต่อการทำฝน ในระยะเริ่มแรกค่าใช้จ่ายในการศึกษาวิจัยจึงเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ สมทบกับค่าใช้จ่ายบางส่วนจากเงินทุนหมุนเวียนสำหรับพัฒนาด้านการเกษตรวิศวกรรม


กระทั่งถึงปี 2512 ดร.แสวง กุลทองคำ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในสมัยนั้นพิจารณาเห็นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเครื่องบินเล็กของหน่วยบินเกษตร (กองบินเกษตรในเวลาต่อมา) สำหรับโปรยยาฆ่าแมลงหลายลำ จึงรื้อฟื้นพระราชดำริและมีบันทึกสั่งการให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เทียบเท่าอธิบดี) ทำโครงการทดลองเสนอขึ้นมา


หม่อมราชวงศเทพฤทธิ์จึงร่างโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาการบังคับเมฆให้เป็นฝน เสนอปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งขอจัดตั้งคณะปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์เอง เป็นผู้อำนวยการโครงการฝนหลวงพระราชทานและหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลอง ซึ่งได้รับความเห็นชอบและอนุมัติดำเนินการได้ ในเดือนมิถุนายน 2512



เมื่อได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบว่า พร้อมจะดำเนินการตามพระราชประสงค์แล้ว และการทดลองอย่างจริงจังจึงเริ่มขึ้นในปีนั้นเอง


การปฏิบัติการทดลองจริงในท้องฟ้าเป็นครั้งแรกจึงเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19-20 กรกฏาคม พ.ศ. 2512 ณ สนามบินหนองตะกู วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา


ปฏิบัติการทดลองครั้งนี้ เป็นประจักษ์พยานอย่างดีถึงความอดทน และความทุ่มเท อุทิศตัวอย่างไม่คิดถึงตัวเองของหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์


การบนทดลองครั้งนี้ใช้เครื่องบินเซสน่า 180 ชนิดเครื่องยนต์เดียว บรรทุกน้ำแข็งแห้งแล้วตักโปรยออกมาทางหน้าต่างเครื่องบิน ซึ่งมีความขลุกขลักเป็นอันมาก เพราะเครื่องมือเป็นเพียงเครื่องบินเปล่าๆ ที่ใช้ในการพ่นย่าฆ่าแมลงเท่านั้น ไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำฝนหลวงโดยเฉพาะประจำเครื่องเลย


ขณะที่หน้าต่างเครื่องบินเปิดอยู่นั้น ลมจะพัดเข้ามาให้เครื่องอย่างแรง ทำให้น้ำแข็งแห่งที่โปรยปลิวกลับเข้ามาในเครื่องบินอีก และเข้าไปในหูของหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์จนได้รับความเจ็บปวดอย่างรุงแรง


กระนั้นก็ตาม หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ก็สู้อุตส่าห์อดทนต่อความเจ็บปวดและความยากลำบาก จนกระทั่งทำการทดลองได้เสร็จสิ้น


เพื่อให้การทดลองปรากฏผลชัดเจนยิ่งขึ้น ในเดือนสิงหาคม ปีเดียวกัน จึงมีการย้ายฐานปฏิบัติการค้นคว้าทดลองมาที่สนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากมีความได้เปรียบและเหมาะสมในการปฏิบัติการค้นคว้าทดลองมากกว่าสนามบินหนองตะกู เพราะเป็นสนามบินพาณิชย์ ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเล ปราศจากสิ่งกีดขวางทั้งหัวและท้าย ทางวิ่ง มีหอบังคับการ ทางบินขึ้นลง อุปกรณ์ควบคุมการบินและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย อยู่ในทำเลที่จะเห็นสภาพท้องฟ้าและเมฆเหนือพื้นที่เป้าหมายได้ชัดเจนทุกทิศทาง



ที่สำคัญ คือ อยู่ใกล้กับพระราชวังไกลกังวล จึงเป็นการสะดวกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งมายังสนามบิน เพื่อทรงบัญชาการหรือทรงร่วมวางแผนหรือปรับแผนการทดลองด้วยพระองค์เองร่วมกับหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ทั้งยังทรงสามารถสังเกตและติดตามผลการเปลี่ยนแปลงของเมฆทดลองได้เป็นมุมกว้างรอบทิศทางได้สุดสายตาตลอด เวลา ในช่วงนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ทรงทุ่มเทให้กับการค้นคว้าทดลองอย่างเอาจริงเอาจัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะทรงวางแผนหรือพระราชทานข้อแนะนำแก่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ โดยตรงผ่านวิทยุตำรวจในเวลากลางคืนเพื่อให้วางแผนปฏิบัติการในเช้าวันรุ่งขึ้นได้ทันที




ห้องทดลองบนท้องฟ้า



แม้ปฏิบัติการทดลองจะเป็นผลแล้ว แต่ตลอด 5 ปีต่อมา ตั้งแต่ปี 2512 – 2516 คณะปฏิบัติการฯ ซึ่งตอนนั้นมีด้วยกัน 5- 6 คน คือ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เป็นหัวหน้า อาจารย์เมธา รัชตะปีติ วิศวกรอีกหนึ่งคน ลูกจ้าง และ คุณศรีวิชัย สิงหะคเชนทร์ ยังคงปฏิบัติการค้นคว้าทดลองทำฝนซ้ำแล้วซ้ำอีกในสถานที่ต่างๆ ฤดูกาลต่างๆ ตลอดระยะเวลาหลายปี ในที่สุด ทำให้ประมวลผลสัมฤทธิ์ของการค้นคว้าทดลองมาเป็นเทคโนโลยีฝนหลวง 3 ขึ้นตอน คือ ก่อกวน – เลี้ยงให้อ้วน – โจมตี ซึ่งพระราชทานให้เป็นเทคโนโลยีและหลักการในการปฏิบัติการทำฝนตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2516 เป็นต้นมา


ตั้งแต่ปี 2514 เป็นต้นมา ภารกิจของหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงยิ่งเพิ่มมากขึ้นจากปฏิบัติการค้นคว้าทดลอง มาเป็นปฏิบัติการทำฝนหวังผลควบคู่กันไป


วันที่ 26 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2514 หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ได้รับพระราชกระแสรับสั่งให้บัญชาการทำฝนหวังผลเป็นครั้งแรกที่ฐานปฏิบัติการสนามบิน จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้ฝนตกลงสู่นาข้าวในจังหวัดพิจิตและนครสวรรค์ซึ่งประสบสภาวะแห้งแล้งขั้นวิกฤติตามฎีกาที่ชาวนาทั้งสองจังหวัดทูลเกล้าฯ ถวายพระราชทานฝนหลวงไปช่วยเหลือซึ่งประสบณ์ผลสำเร็จเป็นอย่างดี


จากนั้นเป็นต้นมา ภารกิจทำฝนหวังผลก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องเพิ่มคณะปฏิบัติการทำฝนขึ้นอีกหนึ่งคณะ โดยระยะแรกๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯจะทรงบัญชาการคณะหนึ่ง หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์บัญชาการอีกคณะหนึ่ง ปฏิบัติการทำฝนหวังผลในภูมิภาคต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน


กว่าจะเริ่มเข้าที่เข้าทางก็ใช้เวลาเกือบ 4 ปี ช่วงเวลานั้นหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์มุ่งมั่นทำการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก และทุกครั้งจะจดบันทึกไว้ในสมุดเล่มเล็กๆ และจะบินวนดูผลจนแน่ใจ ก่อนที่จะเขียนรายงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ


ความคิดประดุจเครื่องจักรของหม่อมราชวงศเทพฤทธิ์ไม่เคยหยุดทำงาน แม้ในช่วง 3-4 ปีสุดท้ายของท่าน ความคิดนั้นยังคงโลดเล่น ล้ำหน้ากว่ายุคสมัย ซึ่งเมื่อ 30 ปีก่อน เกิดปัญหาขาดแคลนเกลือที่จะทำฝนหลวง หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ จึงพยายามค้นคว้าทดลอง จนได้เกิด สารสูตร ท.1 (เป็นสารฝนหลวงที่ทำจากน้ำทะเล) ใช้แก้ไขปัญหาเกลือที่ใช้เป็นสารฝนหลวงขาดแคลน ก่อนที่จะมีโรงงานผลิต ที่ทำให้ปัญหาการขาดแคลนหมดไป จิตวิญญาในการค้นคว้าที่ไม่เคยหยุดนิ่งของหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ยังสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง หลายๆท่านอีกด้วย


“ท้องฟ้า” จึงเป็นห้องทดลองอันกว้างใหญ่ที่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์สามารถใช้ทักษะที่มีอยู่ทุกด้านวิชาความรู้ ทุกแขนง จินตนาการผสานด้วยความอุตสาหะ บากบั่น พากเพียร สร้างผลงานอันเป็นผลประโยนชน์อันยิ่งใหญ่ของเกษตรและประเทศชาติ "ฝนหลวง” กลายเป็นภารกิจจำเป็นที่จะขาดเสียมิได้


ความสำเร็จนี้นำมาซึ่งการก่อตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมารองรับการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2518 ในนาม "สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง” สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับงบประมาณสนับสนุนให้สามารถตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงได้เป็น 3-6 หน่วย



หลังจากครบเกษียณอายุราชการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ในเวลานั้น อายุได้ 61 ปี สํานักงานปฏิบัติการฝนหลวงสํานักงานปลัดกระทรวง และกองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้ ตระหนักในเกียรติคุณของผลงานและความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ของม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาผ่าน ราชเลขาธิการ ขอพระราชทาน ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ให้ปฏิบัติงานช่วยเหลือหน่วยราชการทั้งสอง ซึ่งได้ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ มีพระบรมราชานุญาตให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล มาดํารงหน้าที่ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านฝนหลวงและเกษตรวิศวกรรม แก่หน่วยราชการทั้งสองตลอดมาจนเท่าที่ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้



ความสำเร็จ ณ แก่งกระจาน



3 ปี หลังจาก "ฝนหลวงเม็ดแรก” ตกลงสู่ผืนผ่าเขาใหญ่ และตามมาด้วยการค้นคว้าทดลอง พัฒนาอย่างต่อเนื่องตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจเต็มร้อย ในที่สุดเหตุการณ์ที่โลกต้องจารึกว่า เป็นความสำเร็จในการทำฝนหลวงของประเทศไทย ก็เกิดขึ้น เมื่อเวลา 13 นาฬิกา ของวัยที่ 19 ตุลาคม 2515 เหมือนอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงบัญชาการ การทำฝนหวังผลด้วยพระองค์เอง สาธิตแก่นักวิทยาศาสตร์ ผู้แทนรัฐบาลสิงคโปร์ ที่มาขอรับการถ่ายทอดความรู้จากประเทศไทย


เป็นความท้าทายยิ่งสำหรับคณะปฏิบัติการทดลองทำฝน เนื่องจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน มีพื้นผิวน้ำเพียง 46.5 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,162.5 ไร่ เป็นพื้นที่เป้าหมายที่มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยปฏิบัติการค้นคว้าทดลองมา และมีขนาดเล็กกว่าพื้นที่ลุ่มรับน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 2,915 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.8 ล้านไร่ ถึง 1,500 เท่า



ในปฏิบัติการทำฝนหวังผลสาธิตแก่นักวิทยาศาสตร์สิงโปรค์ครั้งนี้ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ทำหน้าที่อำนวยการคณะปฏิบัติการอยู่ ณ ฐานปฏิบัติการ สนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนปฏิบัติการฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานผ่านข่ายวิทยุตำรวจจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ในเวลา 01.00-02.00 น. ของวันที่ 19 ตุลาคม 2515


หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับประจำวันพุธที่ 18 ตุลามคม 2515 รายงานข่าวการปฏิบัติการทำฝนหวังผลสาธิตครั้งนี้เป็นข่าวใหญ่ โดยพาดหัวว่า "ฝนในหลวงบังคับตกตามที่เป็นผลสำเร็จครั้งแรก”


เนื้อหาข่าว มีการรายงานว่า


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพบวิธีทำฝนเทียมสูตรใหม่เป็นครั้งแรกในโลกโดยใช้หลัก "ทำลายเมฆที่หนึ่ง แล้วให้ฝนไปตกตามจุดที่ต้องการ” ทรงให้ผู้เชี่ยวชาญด้านฝนเทียมนำไปปฏิบัติ ปรากฏได้ผลดี ทำให้ฝนตกทั่วบริเวณนับแสนไร่แล้ว และจะสาธิตให้คณะเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการสาธารณะของสิงคโปร์ชม ระหว่างวันที่ 18-22 เดือนนี้ ที่แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี


ความสำเร็จที่รับรู้กันไปทั่วครั้งนี้ ทำให้ภารกิจของคณะปฏิบัติการฯ ทำฝนหลวงเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ และแน่นอนว่า ภาระหน้าที่ของหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ก็ย่อมหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น ทั้งที่อายุของท่านในขณะนั้นก็ย่างเข้าสู้ปัจฉิมวันแล้ว



คนล่าเมฆ ผู้ห้าวหาญ



กว่า 20 ปี บนท้องฟ้า ตั้งแต่การบินขึ้นปฏิบัติการค้นคว้าทดลอง จนถึงการบินปฏิบัติการทำฝนหวังผล ในการบรรเทาภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงในทุกภูมิภาคของประเทศจนไม่สามารถคาดคะเนชั่วโมงบิน และระยะทางในการบินได้


สิ่งเดียวที่ทุกคนรู้ คือในยามที่ "สายรุ้ง" ทอประกายอยู่บนฟากฟ้า ภารกิจที่แบกรับไว้บนสองบ่า คือเกษตรกรผู้กำลังเดือดร้อนที่กำลังรอคอยความหวัง จะต้องทำให้ความหวังนั้นเป็นความจริงให้จงได้


ไม่ว่าปฏิบัติกการครั้งนั้น จะยากลำบากเพียงใด มีปัญหาอุปสรรคอย่างใด และจะต้องเสี่ยงกับภยันตรายเพียงใดก็ตาม


การบินขึ้นปฏิบัติการปีละ 8 เดือน วันละหลายครั้ง ในสภาพภูมิประเทศแตกต่างกัน อัตราเสี่ยงนับว่าสูงอยู่แล้ว แต่การบินที่ไม่ปกติ คือ บินเข้าหาเมฆ ไล่ตามเมฆ หรือแม้แต่มุดเข้าไปในเมฆ อัตราเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นอีกหลายเท่า


แต่นั่นคือ ภารกิจที่คำล่าเมฆผู้ห้าวหาญนามว่า หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ไม่เคยนึกประหวั่นพรั่นพรึงหรือหวั่นเกรงแม้แต่น้อย



ทั้งบิน ทั้งบัญชาการ ทั้งประเมินผล ทั้งจดบันทึก ทั้งแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะหน้าโดยไม่คาดฝัน ทั้งแก้ไขสถานการณ์ในยามที่หลายอย่างไม่เป็นไปตามแผน


แม้กระทั่งในยามที่เกิดเหตุขัดข้องกับอากาศยานหรือฝนฟ้าไม่เป็นใจ


ทุกเรื่องราว ทุกสถานการณ์ ล้วนเคยเกิดขึ้นกับหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ทั้งสิ้น


ชุดนักบินสีส้ม เสียงนกหวีดที่ดังก้องบนเครื่องบิน เป็นสัญญาฯในการปฏิบัติการปี๊ดสั้น ให้โปรย ปี๊ดรัวๆ ให้เร่งโปรย ปี๊ดช้าให้หยุด คือ เอกลักษณ์ที่เป็นที่คุ้นตาคุ้นหู และคุ้นในคนฝนหลวงทุกคน




ราคาแห่งผลงาน



46 ปีของการทุ่มเททำงานหนัก เพื่อประโยชน์สุขของคนไทย โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน นอกจากความภาคภูมิใจที่ได้ทำงานสนองเบื้องพระยุคลบาทและทำเพื่อผู้อื่นแล้ว นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย มิเคยได้รับทรัพย์ศฤงคารใดๆ อันเป็นการตอบแทนความคิดอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นเลย ในทางตรงกันข้าม ท่านกลับต้องเสียสละหลายสิ่งหลายอย่าง เป็นค่าตอบแทนให้กับผลงานเหล่านั้น


“คุณเทพฤทธิ์ เสียสละทำฝน หูหนวกเพราะสูตร 3 (น้ำแข็งแห้งที่เป็นส่วนประกอบของสารทำฝนในการทดลองทำฝนในปีแรก) ปลิวเข้าหู แต่เวลาขึ้นบินมีความสุข บอกบินแล้วสบายหู หูไม่หนวก หูดี เพราะมีวิทยุเก่าๆ วิทยุ F.M.5 เปิดเสียงดังมาก..”


พระราชดำรัสเล่าพระราชทานแก่นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นักบริหารระดับสูง นักวิชาการฝนหลวง และนักบินของคณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษกู้ภัยแล้ง พ.ศ.2542 ในโอกาสที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุรีพระบาท ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2542


หูที่ต้องใช้เครื่องช่วยฟังต่อมาจนตลอดชีวิต มิใช่ค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียวที่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ต้องเสียไป


"ท่านไปทดลองเครื่องหางกุด เอามือไปรอง ดูว่าน้ำเข้าไหม มันดูดนิ้วท่านเข้าไปแล้วก็ตัดนิ้วก้อยขาดไปเลยประมาณสองข้อนิ้ว แล้วก็ตอนที่ตั๊กแตนปาทังก้าระบาดที่ลพบุรี ท่านไปบินพ่นยาฆ่าแมลง ถังที่ใส่น้ำยาฆ่าแมลงล้มลงมาอาบท่านทั้งตัวเลย คุณทวี(อิ่มวัฒน์ นักบิน) รีบเอาเครื่องลงที่ดอนเมือง แล้วรีบพาท่านไปอาบน้ำ แต่น้ำยาเข้าไปหมดทั้งตัวแล้ว ท่านได้รับพิษมาก ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งหลายวัน หลังจากนั้นมา สุขภาพท่านก็ไม่ดีมาตลอด” คำบอกเล่าของคุณศรีวัย สิงหะคเชนทร์ ได้รับการยืนยันจากคุณจักร จักกะพาก ผู้อยู่ในเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องหางกุดด้วย


“วันนั้นพวกเราไปลองเครื่องหางกุดกันที่สถานีทดลองข้าวคลองหลวง (พิพิธภัณฑ์การเกษตรในปัจจุบัน) บริเวณนั้นมีคลองอยู่สายหนึ่ง เอาเรือติดเครื่องหางกุดไปลองสูบน้ำ เครื่องนี้มีตะแกรงเป็นกระเปาะแล้วก็มีใบพัดอยู่ข้างในต่อกับเครื่อง มันจะดูดน้ำขึ้นไปเป็นการสูบน้ำก็ได้โดยเอาท่อไปสวมข้างหลัง ถ้าเอาท่อออก ก็เป็นเครื่องยนต์ให้เรือวิ่งได้”


กำลังสูบน้ำอยู่ ก็ลองนั่นลองนี่ไป มีช่วงหนึ่งท่าเกิดเอามือไปลองเครื่องว่าดูดแรงไหมถ้าตะแกรงอยู่ก็คงไม่เป็นไร แต่ตอนนั้นไม่มี ก็เลยดูดนิ้วท่านเข้าไป หายไปเหลือสักครึ่ง ผมกับพี่เม (อาจารย์เมธา รัชตะปีติ) พาขึ้นรถ จับมือพยายามห้ามเลือดไว้ ไปเข้าโรงพยาบาลภูมิพล นอนอยู่ประมาณสองเดือน"


เหตุการณ์ถังน้ำยาปราบศัตรูพืช ซึ่งทำด้วยแก้วแตก เนื่องจากความกดอากาศในเครื่อง ทำให้น้ำยาเคมีราดทั่วทั้งตัวหัวหน้าคณะทำงาน แม้นักบินจะรีบนำท่านลงมาอาบน้ำล้างตัวก่อนนำส่งตัวไปรักษาต่ออีกหลายเดือนที่โรงพยาบาลรามาธิบดี กระนั้นก็ทำให้สุขภาพหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์เสื่อมโทรมลงอย่างมาก


อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทำให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ป่วยหนัก ขนาดคิดว่า ท่าอาจไม่รอด และเริ่มมีการตระเตรียมงานศพแล้ว แต่ด้วยขวัญและกำลังใจอังเข็มแข็ง ก็ทำให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์อยู่ต่อมาได้อีกหลายปี


อีกทั้งพระมหากรุณาธิคุณที่หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ได้รับพระราชทานด้วยพระองค์เองอย่างที่น้อยคนนักจะได้รับดุจเดียกัน อาจเป็นปัจจัยหลักที่ต่ออายุของท่านให้ยืนยาวต่อมา


“มีอยู่วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ มาเยี่ยมอาจารย์ที่กองวิศวกรรม มาเป็นการส่วนพระองค์ ประทับอยู่ในห้องทำงานของอาจารย์หม่อม ประมาณสองสามชั่วโมงเห็นจะได้ ผมมีโอกาสนั่งอยู่ในห้องนั้นด้วย นั่งเฝ้ากับพื้น ตอนเสด็จพระราชดำเนินออกมาจะไปดูโรงงาน มีบันได 3-4 ขั้น ไม่สูงนัก แต่ท่านไม่ค่อยแข็งแรง ยังเดินไม่ค่อยไหว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงประคองอาจารย์หม่อมเดินขึ้นมาด้วยกัน ตอนนั้นอาจารย์หม่อมกราบทูลด้วยว่า กระหม่อมแย่แล้ว”


อีกเหตุผลหนึ่ง น่าจะด้วยความเข้มแข็งอดทนในตัวของท่าน อย่างที่หม่อมหลวงจิติเทวัญ บุตรชายคนเล็กเล่าว่า "เมื่อมีเรื่องเจ็บตัว คุณพ่อจะบอกเรื่องเล็ก ท่านพูดอย่างนี้เสมอๆ เลือดออกบ้างอะไรบ้าง คุณพ่อก็บอกว่าอยู่ที่ใจเรา เวลาคุณพ่อเข้าโรงพยาบาลหลายครั้ง หรือตอนที่ตัองตัดม้าม ผมไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล ตัวท่านมีรอยเย็บเต็มไปหมด ท่านก็ยังสนุกอยู่ ผมถามว่า เจ็บไหม ท่านบอกว่าไม่เจ็บ อยู่ที่ใจของคน ถ้าใจสู้เสียอย่างทุกอย่างก็เป็นเรื่องเล็ก"



สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา



หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ได้รับการยกย่องจากผลงานดีเด่นที่สร้างไว้มากมาย ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


แต่ความปิติและภาคภูมิใจที่สุดของท่าน คือการได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลาเข็มศิลปวิทยา เป็นบุคคลแรกของกระทรวงเกษตร เมื่อพุทธศักราช 2503 อันแสดงถึงความเป็นผู้รอบรู้ทางวิชาการอย่างดี


นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกเป็นนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิแห่งประเทศไทยของสมาคม EPSILON PI TAU เมื่อปี 2505 ได้รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) ทางด้านกสิกรรมและสัตวบาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรสาศตร์ เมื่อปี 2507 ประกาศนียบัตรผลงานดีเด่นประจำปี 2513 ของสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับผลงานวิจัยเครื่องมือทุ่นแรงการทำนาครบชุด ประกาศนียบัตรผลงานดีเด่นประจำปี 2515 ของสมาคมวิทยาศาสตร์การเกษตรแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับผลงานวิจัยการทำฝนเทียมในประเทศไทย และกรรมการกิตติมศักดิ์สมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยตลอด



ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรวิศวกรรม จึงได้รับแต่งตั้งให้ร่วมเป็นกรรมการต่างๆเป็นอันมาก เช่น กรรมการพิจราณาโครงการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติในสาขาเกษตรวิศวกรรม กรรมการมูลนิธิอานันทมหิดล สาขาเกษตรศาสตร์ กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม กรรมการกำหนดรายการมาตรฐานแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ประยุกต์แห่งประเทศไทย ที่ปรึกษาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการทหารและสมาชิกสภานิตบัญญัติแห่งชาติ


ในระดับนานาชาติ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ ยังเป็นกรรมการร่วมในการก่อตั้ง คณะกรรมการชั่วคราวเกี่ยวกับการใช้เครื่องทุ่นแรงในการทำนาดำขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เป็นผู้แทนประเทศเข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับวิศวกรรมด้านการผลิตและการแปรสภาพของคณะกรรมาธิการเรื่องข้าวระหว่างประเทศ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ถึง 12 คร้ง ตลอด 24 ปี


ได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาในฐานะที่ปรึกษาทางเกษตรวิศวกรรมที่สถาบันค้นคว้าเรื่องข้าวระหว่างประเทศ ที่ประเทศฟิลิปินส์ และได้รับเชิญจากรัฐบาลประเทศเซียร์ราลีโอน แอฟริกา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเกษตรวิศวกรรม ให้ทำการสำรวจและให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้เครื่องทุ่นแรงที่เหมาะสมกับสภาพการทำนาที่เป็นหล่มลึกของประเทศนั้น


จากผลงานการทำฝนเทียม หลายประเทศได้ขอความร่วมมือและขอคำแนะนำทางวิชาการมา บางประเทศส่งและติดต่อของส่งผู้แทนมาดูวิธีการทำฝนเทียม ได้แก่ สิงค์โปร์ ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ เวียดนามใต้ ออสเตรเลีย เป็น รวมทั้งได้รับเชิญจากสหรัฐอเมริกา เยอรมนี เดินทางไปพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการทำฝนเทียมและทำลายเมฆหมอกกับนักวิทยาศาสตร์ในประเทศนั้นด้วย



หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2527 สิริรวมอายุได้ 69 ปี 10 เดือน 28 วัน แม้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ จะจากไปแล้ว แต่วันที่ 29 ธันวาคมของทุกปีจะเป็น “วันสายรุ้ง” เพื่อที่คนไทยจะได้ย้อนรำลึกถึงคุณงามความดีและผลงานของท่านตลอดไป


จนถึงทุกวันนี้ บรรดาลูกศิษย์ลูกหา ผู้ใกล้ชิด แม้กระทั่งผู้เคยมีโอกาสได้รู้จักมักคุ้น ก็ยังรำลึกถึง "วันสายรุ้ง” ผู้ยิ่งใหญ่เสมอมา เกียรติภูมิของหม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล "ปรมาจารย์แห่งฝนหลวง” ยังคงอยู่ในความจดจำของเกษตรกรและคนไทยทั้ยมวล เป็นความภาคภูมิในและแบบอย่างสำหรับ "คนฝนหลวง” ในยุคต่อมา ที่พร้อมจะเรียกขานตัวเองด้วยความสมัครใจว่า"ศิษย์ของอาจารย์หม่อม”



แม้วันนี้ ปรมาจารย์แห่งฝนหลวงจะจากไป แต่คุณงามความดี ความอุทิศตน เสียสละทุ่มเท กล้าคิดกล้าทำ เพื่อปรโยชน์ส่วนรวม คือแบบอย่างที่คนรุ่นหลังยึดถือปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นที่จะสานต่อปณิธานของท่านให้คงอยู่ตลอดไป




ขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือสายรุ้ง ๑๐๐ ปี ชาตกาล ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล. 2557 . กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ . p.31-35. p.37-39. p.43-45 p.47-53 p.55-61. p.63-68. p.69-70. p.95-99. p.115-117. p.129


สายรุ้งปรมาจาย์ฝนหลวงของไทย.20 เมษายน,2557, ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีฝนหลวง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์







ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน



ความเป็นมาที่น่าสนใจของศูนย์ฝนหลวงหัวหิน
ประวัติความเป็นมาของศูนย์ฝนหลวงหัวหิน
ประวัติวันเทคโนโลยีไทย 19 ตุลาคม
ที่มาวันพระบิดาแห่งฝนหลวง 14 พฤศจิกายน
ประมวลภาพท่าอากาศยานหัวหินจากสนามบินบ่อฝ้าย ที่เริ่มเข้าไปใช้เป็นฐานปฏิบัติการค้นคว้าทดลองการทำฝนตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 ...
ประมวลภาพการพัฒนาและก่อสร้างอาคารศูนย์ฝนหลวงหัวหินที่ดำเนินการไปแล้วระหว่างปี พ.ศ.2545-2547
>ประมวลภาพการพัฒนาและก่อสร้างอาคารและสถานที่ของศูนย์ฝนหลวงหัวหินที่สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2548
ประมวลภาพการพัฒนาและก่อสร้างอาคารและสถานที่ของศูนย์ฝนหลวงหัวหินที่สร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2549-25510
ประมวลการดำเนินการตามภาระหน้าที่ของศูนย์ฝหลวงหัวหิน ปัจจุบันจนถึงปีมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ 80 พรรษา พ.ศ.2550
>ประมวลภาพที่เสด็จพระราชดำเนินมาศูนย์ฝนหลวงหัวหินตั้งแต่ พ.ศ.2512 จนถึง พ.ศ.2544